วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

“อาหารกับโรคความดันโลหิตสูง”

    * อาหาร

แนะเลี่ยงเค็มจัด ทานให้ครบ 5 หมู่



          โรคความดันโลหิตสูงอาจเกิดได้จาก 2 สาเหตุใหญ่ สาเหตุแรก คือ  เกิด จากโรคของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคของต่อมฮอร์โมน โรคหลอดเลือด ฯลฯ เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่สองนั้นเป็นกลุ่มที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ หรือเรียกตามศัพท์ทางการแพทย์ว่าเป็นกลุ่ม Idiopathic



          ผู้ ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายดังยกตัวอย่างไว้ในข้างต้นแล้วนั้น จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ประจำตัวหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคนั้นๆ ว่า ควรจะมีข้อปฏิบัติหรือข้อห้ามในการรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับโรคอย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ส่วนในกลุ่มที่ไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic) นั้น การปฏิบัติตัวเรื่องอาหารควรเน้นถึงความสำคัญในการควบคุมและเลือกรับประทาน อาหารให้เหมาะสมเช่นเดียวกัน เพราะการรับประทานอาหารผิดอย่างต่อเนื่องมีผลในทางลบได้เสมอ



          ดัง นั้นการเรียนรู้เรื่องของอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควรรับ ประทานและควรหลีกเลี่ยงจึงจำเป็นอย่างยิ่งทีเดียว ซึ่งผลของการรับประทานอาหารจะมีผลทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงว่าการดูแลตนเองของผู้ป่วยไม่ดี ซึ่งหากปล่อยให้มีภาวะความดันโลหิตสูงนาน ๆ จะมีผลทำให้เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจวาย และไตวาย จนถึงแก่ชีวิตในที่สุด



          อาหาร ที่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรหลีกเลี่ยงก็คือ อาหารเค็มจัด ไม่ว่าจะเค็มจากกะปิ น้ำปลา ซอส ไข่เค็ม ปลาเค็ม หรือผักกาดดองต่างๆ ก็ตาม นอกจากนี้ควรงดอาหารที่เติมซอสหรือน้ำปลาในอาหารที่รับประทานด้วย ควรฝึกตนเองให้เป็นสุขนิสัยโดยค่อยๆ ลดปริมาณเกลือลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่รู้สึกอยากอาหารเค็มมากเท่ากับเมื่อก่อน



          อาหาร ที่ควรหลีกเลี่ยงนอกจากอาหารเค็มที่เห็นชัดแล้วควรหลีกเลี่ยงอาหารต่อไปนี้ ด้วย เพราะอาหารเหล่านี้มีโซเดียมสูง ซึ่งได้แก่ น้ำอัดลม ขนมปังกรอบ ขนมปัง ขนมอบที่ต้องใช้ผงฟู เนยที่มีรสเค็ม น้ำสลัดและมายองเนสสำเร็จรูป อาหารที่ใส่น้ำตาลเทียม อาหารที่ใส่ผงชูรส เป็นต้น รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์และไวน์ ซึ่งมีผลร้ายโดยตรงทั้งหัวใจและหลอดเลือดยกเว้นแต่การดื่มแต่เพียงเล็กน้อย ซึ่งมีส่วนกระตุ้นให้อยากอาหารมากขึ้น และทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตแรงขึ้นด้วย



          อาหาร ที่ควรรับประทานได้แก่ อาหารหลัก 5 หมู่ ซึ่งได้แก่ นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้งและงา ข้าว แป้ง เผือกมัน น้ำตาล พืชผักผลไม้ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งการรับประทานอาหารต่างๆ นั้นควรบริโภคให้หลากหลายไม่ซ้ำซาก การกินอาหารบางชนิดทุกวัน อาจทำให้ได้รับสารอาหารบางประเภทไม่เพียงพอหรือมากเกินไป จนเกิดโทษแก่ร่างกายและมีผลต่อโรคภัยไข้เจ็บ

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

โรคความดันโลหิตสูง2

โรคความดันโลหิตสูง
รองศาสตราจารย์นายแพทย์พีระ  บูรณะกิจเจริญ
ภาควิชาอายุรศาสตร์

       ใน อดีตอาชีพของคนไทยส่วนใหญ่ คือ เกษตรกร ซึ่งมีการดำรงชีวิตแบบเรียบง่ายกินอยู่อย่างไทย ทำให้สถิติการเกิดโรคความดันโลหิตสูงต่ำ แต่ในสภาวะปัจจุบันความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำให้คนไทยเกิดความเครียดส่งผลให้สถิติการเกิดโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น
โดยปกติ ค่าของความดันโลหิตมี 2 ตัว คือ ตัวบนและตัวล่าง กล่าวคือ ค่าความดันปกติตัวบนประมาณ 120-130 ความดันตัวล่างประมาณ 70-80 บางคนไปตรวจหมอบอกว่าความดันต่ำ จริง ๆ แล้วความดันต่ำไม่ถือว่าเป็นโรค ความดันยิ่งต่ำยิ่งดี ซึ่งมักพบในนักกีฬาหรือคนตัวเล็ก แต่ในกรณีผู้ป่วยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลแล้วช็อก ความดันต่ำลงจะถือว่าเป็นอันตราย  ค่าของความดันตัวบนหากสูงเกิน 140 ถือว่าความดันสูงกว่าปกติ หากสูงเกิน 160 จะเป็นอันตรายอาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตกได้ ความดันตัวล่างจะเป็นตัวชี้ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่ ปกติจะมีค่าเกิน 90
        คนเป็นโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จะมาด้วยอาการปวดศีรษะ เลือดกำเดาออกโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น ไม่เป็นหวัด ไม่เป็นไข้ หรือบางคนอาจมีความดันโลหิตสูงโดยไม่มีอาการ ซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์และความเครียด เมื่อเป็นแล้วจำเป็นต้องรักษาถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการ การรักษาโดยการกินยา ซึ่งยารักษามีหลายชนิด แพทย์จะพิจารณาให้เหมาะสมกับอาการของคนไข้แต่ละราย การรักษาความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน หากไม่ได้รับการรักษาอาจจะส่งผลแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่าง ๆ ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ คือ
สมอง   อาจทำให้เส้นโลหิตในสมองตีบหรือแตกได้ ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
หัวใจ  อาจทำให้เกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ เกิดอาการเจ็บหน้าอกและกล้ามเนื้อหัวใจตาย
หรือหากหลอดเลือดที่หัวใจอุดตัน เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอทำให้หัวใจวายได้
        ไต  ไตมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนตัวหนึ่งที่กระตุ้นไขกระดูกในการสร้างเม็ดเลือดแดง หากไตเสื่อมก็ทำให้การสร้างฮอร์โมนลดลง ถ้าเป็นโรคความดันโลหิตสูงมานาน ก็จะทำให้หลอดเลือดเสื่อมทั่วร่างกาย ทำให้คนไข้ซีด ขาบวม เหนื่อยง่าย และอาจเกิดภาวะไตวายได้
ตา  ตาจะมัว สำหรับความดันโลหิตสูงในหญิงตั้งครรภ์จะมีอันตรายทั้งเด็กและแม่ อาจทำให้คลอดก่อนกำหนดหรือชักได้ เพราะฉะนั้นหญิงมีครรภ์ควรมีการฝากท้อง ซึ่งจะต้องได้รับการวัดความดันโลหิตทุกครั้งที่มาตรวจ

โรคความดันโลหิตสูงมี 2 ประเภท คือ
        ประเภทที่ทราบสาเหตุ และที่ไม่ทราบสาเหตุ ผู้มีความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จะเริ่มในอายุประมาณ 35 ปี ถ้าเกิดในอายุน้อยมักจะทราบสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ทราบสาเหตุ  อาการที่พบมีดังนี้  ได้ยินเสียงดังในหู  ปวดศีรษะบริเวณท้ายทอย  มีอาการเวียนศีรษะ มีเลือดกำเดาออก  การเต้นของชีพจรจะผิดปกติ  หงุดหงิดง่าย  ขาบวม  เหนื่อยง่ายผิดปกติ เป็นต้น
        โรคความดันโลหิตสูงมากกว่าร้อยละ 95 ไม่ทราบสาเหตุ จึงโทษว่าเป็นเรื่องของพันธุกรรม ถ้าพ่อหรือแม่เป็นความดันโลหิตสูง ลูกก็มีโอกาสเป็นมากกว่าคนที่พ่อแม่ไม่เป็นความดันโลหิตสูง  และสิ่งแวดล้อม เช่น ความเครียด การรับประทานอาหารเค็ม สูบบุหรี่ ไม่ได้ออกกำลังกาย การรักษาจึงต้องควบคุมโดยการใช้ยาและต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต
        ส่วนโรคความดนโลหิตสูงที่ทราบสาเหตุ แพทย์จะรักษาไปตามอาการ  เช่น ความดันในกะโหลกศีรษะสูง เนื่องมาจากมีเนื้องอกในสมอง ทำให้ปวดศีรษะตามัวได้ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนจะทำให้ความดันสูงได้ ถ้าได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาเนื้องอกออก ความดันในกะโหลกศีรษะไม่สูงแล้ว ความดันก็จะลงสู่ปกติ   โรคไต  ไตวายเรื้อรัง เราไม่สามารถรักษาได้ นอกจากผ่าตัดเปลี่ยนไต ความดันโลหิตสูงก็ลดลงได้ จากการรับประทานยาที่ทำให้เกิดความดันเลือดสูงได้เช่นกัน เช่น รับประทานยาแก้ปวดไขข้อ ยาคุมกำเนิดที่รับประทานมานานกว่า 2 ปี ยาลดน้ำมูกที่แรง ๆ ฯลฯ เป็นต้น

ข้อควรปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงความดันโลหิตสูง
        เมื่ออายุ 35 ปี ควรจะตรวจความดันโลหิตทุกปี ควรระวังสาเหตุที่เสริมให้เป็นความดันได้ คือ ความเครียด คนที่โมโหง่าย คนอ้วน  คนที่ชอบรับประทานเค็ม ไม่ควรดื่มเหล้าและสูบบุหรี่  หลีกเลี่ยงสาเหตุเสริมไม่ให้อ้วน  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานยาเป็นประจำ ทั้งนี้อย่าซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจเป็นอันตรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้  และควรมาตรวจตามแพทย์นัดทุกครั้ง